ข่าวและบทความ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัว Friend For Kids


มาเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนเป็นคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ


สำหรับว่าที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคู่ก็หวังที่จะได้ลูกที่คลอดออกมาแล้วมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงไม่มีโรคร้ายแรงใดๆ ที่จะส่งผลต่อพัฒนาการของเค้าในอนาคต หมอจึงอยากจะแนะนำให้ว่า... คุณพ่อคุณแม่ที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อย ควรจะตรวจร่างกายเตรียมความพร้อมกันก่อนนะค่ะ เพราะในบางโรคเราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับลูกน้อยกลอยใจของเราได้ ซึ่งการที่เรารู้ปัญหาตั้งแต่ก่อนท้อง เมื่อเทียบกับรู้ตอนที่ท้องไปแล้วนั้น ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันลิบลับเลยค่ะ ดังนั้น... เรามาตรวจเตรียมตัวก่อนที่จะมีบุตรกันดีกว่านะคะ จะได้ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ

การตรวจเตรียมตัวมีบุตรนั้น นอกจากการตรวจสุขภาพดูความแข็งแรงของร่างกายทั่วๆ ไปที่คนส่วนใหญ่จะตรวจ check up ประจำกันอยู่ปีแล้ว ก็จะมีแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมดังนี้นะคะ

 

• ฝ่ายหญิง

1. ตรวจโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ 

ได้แก่ โรคเอดส์ ไวรัสตับอักเสบบี ซิฟิลิส เพราะโรคต่างๆ เหล่านี้ ถ้าคุณแม่เป็นแล้วมีโอกาสทำให้ลูกในครรภ์ติดเชื้อได้ค่ะ ซึ่งถ้าเราทราบตั้งแต่ก่อนท้องก็จะได้รักษาให้หายหรือให้โรคสงบก่อนที่จะตั้งครรภ์ค่ะ ส่วนโรคเอดส์แม้รักษาไม่หายขาดแต่สามารถให้ยาเพื่อให้ระดับไวรัสลดลงให้มากที่สุด เพื่อลดโอกาสการติดต่อไปยังลูกได้ค่ะ

 

2. ตรวจหาพาหะโรคธาลัสซีเมีย 

ถามว่า.. มีความสำคัญอย่างไรทำไมต้องตรวจ ก็เพราะว่า.. ในคนไทยเป็นพาหะธาลัสซีเมียถึงประมาณ 40% ซึ่งถือว่าเยอะมากค่ะ และมีการถ่ายทอดพันธุกรรมแบบ autosomal recessive ค่ะ คือ... พ่อและแม่ต้องเป็นพาหะทั้งคู่ ลูกจึงจะมีโอกาสเป็นโรคค่ะ 

แต่ถ้าเป็นพาหะแค่คนใดคนหนึ่งโอกาสที่ลูกจะเป็นโรคก็ไม่มีค่ะ อย่างมากก็เป็นแค่พาหะเหมือนพ่อหรือแม่เท่านั้น และสามารถที่จะส่งต่อความเป็นพาหะไปยังรุ่นหลานต่อไปได้ค่ะ 

แต่ถ้าโชคร้ายละค่ะ ถ้าเป็นพาหะทั้งคู่ละ คุณหมอก็ต้องพิจารณาค่ะว่า.. เป็นคู่เสี่ยงที่จะมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือเปล่า ถ้าเป็นคู่เสี่ยงแล้วอยากมีลูก ก็ต้องพิจารณาทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับการตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมของตัวอ่อนเลือกตัวอ่อนที่ไม่เป็นโรคย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกค่ะ เท่านี้เราจะได้ลูกที่ไม่เป็นโรคธาลัสซีเมียแล้วค่ะ 

แต่ถ้าเราเกิดเป็นคู่เสี่ยงแล้วไม่ได้รับการตรวจก่อนแล้วตั้งครรภ์ ลูกในครรภ์มีโอกาสที่จะเสียชีวิตในครรภ์ได้ หรือคลอดออกมาแล้วมีอาการซีดเรื้อรัง เหลือง ตับและม้ามโต เติบโตไม่สมอายุ ต้องได้รับเลือดร่วมกับยาขับเหล็กไปตลอดชีวิตค่ะ การรักษาให้หายขาดทำได้โดยการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดสายสะดือ แต่มีข้อจำกัดในการหาไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดสายสะดือที่เข้ากันได้ เห็นไหมค่ะว่าป้องกันไว้ก่อนดีกว่ามานั่งแก้ปัญหาทีหลังเยอะเลยค่ะ

 

3. ตรวจหาภูมิหัดเยอรมัน 

ถ้าคุณแม่ท่านไหนตรวจแล้วยังไม่มีภูมิป้องกันหัดเยอรมัน แนะนำให้ฉีดวัคซีน MMR ร่วมกับการคุมกำเนิด 1 เดือน หลังจากฉีดวัคซีนแล้วจึงค่อยปล่อยตั้งครรภ์ได้ค่ะ (แต่ก่อนต้องคุมกำเนิด 3 เดือน ปัจจุบันคำแนะนำใหม่แค่ 1 เดือนพอแล้วค่ะ) 

เพราะถ้าคุณแม่คนไหนไม่มีภูมิหัดเยอรมันแล้วตอนท้องไปติดหัดเยอรมันมา ซึ่งโรคนี้ติดต่อได้ทางการหายใจลูกในท้องจะมีโอกาสผิดปกติในหลายระบบได้ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะถ้าติดเชื้อในช่วงไตรมาสแรก 

เช่น เกิดต้อหิน หูหนวก หัวใจพิการแต่กำเนิด เด็กตัวเล็กกว่าปกติ มีความผิดปกติทางสมอง น่ากลัวทีเดียวค่ะ หรือถ้าคุณแม่คนไหนมีไข้ แล้วมีผื่นขึ้นที่หน้าแล้วจึงกระจายไปตามตัวร่วมกับมีต่อมน้ำเหลืองโตอาจสงสัยว่าติดเชื้อหัดเยอรมัน ให้รีบปรึกษาคุณหมอนะค่ะ

 

4. ตรวจอัลตราซาวน์อุ้งเชิงกราน 

เพื่อตรวจหาความผิดปกติหรือพยาธิสภาพของมดลูกที่อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์ทำให้มีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดได้ และตรวจดูรังไข่ว่ามีถุงน้ำหรือเนื้องอกที่จำเป็นต้องรักษาหรือผ่าตัดก่อนตั้งครรภ์หรือไม่

 

5. ตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก 

ก็ควรตรวจเป็นประจำทุก 1-2 ปีค่ะ ถ้าว่าที่คุณแม่คนไหนไม่เคยตรวจมาก่อนเลย ก็ควรตรวจก่อนที่จะปล่อยมีน้องนะค่ะ

 

 

• ฝ่ายชาย 

จะมีหลักๆ แค่สองส่วนค่ะ คือ

1. ตรวจโรคติดเชื้อตัว 3 เช่นเดียวกับฝ่ายหญิงค่ะ

2. ตรวจหาพาหะธาลัสซีเมีย มีความจำเป็นในกรณีที่ฝ่ายหญิงตรวจพบเป็นพาหะ เพื่อจะดูว่าคู่ของเราเป็นคู่เสี่ยงที่จะมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเรียหรือไม่ค่ะ หรือสามีบางคนก็อยากตรวจพร้อมกับภรรยาไปด้วยเลยก็ได้เช่นกันค่ะ เพื่อจะได้ทราบด้วยว่าของตนปกติหรือเป็นพาหะ

ถ้าตรวจทุกอย่างแล้วปกติดีทั้งคู่ก็ปล่อยมีน้องได้เลยค่ะ ก็ขอให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายมีตัวน้อยที่น่ารัก มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เลี้ยงง่ายๆ โตไวๆ นะคะ แต่ถ้าพยายามแล้วประมาณ 1 ปีแล้วยังไม่ท้องสักที ก็อย่ารีรอที่จะไปปรึกษาคุณหมอนะค่ะเพราะเข้าข่ายผู้มีบุตรยากแล้วค่ะ

เกือบลืมอีกเรื่องที่สำคัญค่ะ ว่าที่คุณแม่ทั้งหลายอย่าลืมทาน folic acid(5mg) วันละ 1 เม็ดนะคะ ทานได้ตั้งแต่ 3 เดือนก่อนที่จะปล่อยมีน้อง แล้วก็สามารถทานไปได้เรื่อยๆ จนท้องได้เลยค่ะ เพราะถ้าคุณแม่คนไหนร่างกายขาดแร่ธาตุตัวนี้ จะมีผลต่อการปิดของท่อระบบประสาทของลูกได้ค่ะ


Click Add Friend เป็นเพื่อนกันนะ อีกหนึ่งช่องทางในการติดต่อและรับข่าวสาร


Credit : เขียนบทความโดย แพทย์หญิงเอื้ออนงค์ ทับทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสูตินรีเวช เป็นแพทย์ประจำศูนย์ผู้มีบุตรยาก เจ้าพระยา – จินตบุตร โรงพยาบาลเจ้าพระยา

Picture : Internet

Tag : Friend For Kids , เรื่องราวน่ารู้สำหรับเด็ก , เว็บไซต์แม่และเด็ก , เรื่องราวดีดีสำหรับเด็ก , บทความดีดีแม่และเด็ก , มาเตรียมความพร้อมก่อนเป็นคุณพ่อคุณแม่ , วิธีเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์

 


แชร์บทความนี้



แสดงความคิดเห็น


 โพสต์ข้อความ


ความคิดเห็น 0 ข้อความ

แท็กคีย์เวิร์ด